บททดสอบความเป็นคนไทย

posted on 19 Jun 2013 00:50 by motopsy directory Travel, Diary, Idea
สิบวันผ่านมาแล้ว เหตุการณ์นั้นยังคงตลบอบอวลอยู่ มีทั้งกลิ่นดินโคลน แป้งหมัก น้ำกะทิ และพืชผักสมุนไพรสไตล์ออแกนิค...บ่องตง ตอนแรกนึกว่าจะงั้นๆ หมายถึงไปกันตั้ง 40คน และอยู่แค่2วัน พวกเราคงได้แค่แต่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันทำพอรู้รส. และชักภาพสวยๆ กรีนๆเท่านั้น.
 
แต่เปล่าเลย....ความคิดนี้เปลี่ยนไปตอนที่ฉันได้เอาตีนเปล่าลุยดินโคลนในทุ่งนา. หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแบบฉบับชาวนาไทยทุกประการ มันเป็นความรู้สึกเหมือนเด็กเล่นสนุก. และโชคดีที่ผู้ใหญ่สนับสนุนให้เล่น ลองผิดลองถูกโดยไม่ห้ามปรามอะไร. วิธีดำนาดูเหมือนง่ายไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก. แต่จริงๆแล้วต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์. บวกกับความอดทนที่น่าจะเคยฝังอยู่ใน DNA ของคนไทยยุคกสิกรรมรุ่งเรือง.
 
ส่วนพวกเราวัยรุ่นไทยยุคดิจิตอลรุ่งเรืองเมื่อเริ่มเอาตีนสไลด์ไปตามท้องนา. และเริ่มเรียนรู้การนำกล้าข้าวมาปักดำ และคิดว่าง่ายคล้ายการปักหมุดเช็คอินเวลาวัยรุ่นเสนอหน้าไปตามที่ต่างๆของมุมโลก. แรกๆก็ตื่นเต้นและรู้สึกสนุกดี พอทำจริงจังไปเรื่อยๆ สันดานมนุษย์ยุค3G เริ่มออก แหม!!! การปักดำก้มๆ เงยๆนี่มันเมื่อยเหมือนกันนะ ทำไปเรื่อยๆมันเริ่มเบี้ยวนะ. แบบนี้มันช้านะ. น่าจะมีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยให้ชาวนาทำงานได้ง่ายขึ้นนะ เช่น หุ่นยนต์ช่วยดำนา, จีพีเอสระบุตำแหน่งปักชำต้นกล้าเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย (เห็นมั้ยมนุษย์ในเมืองชอบยัดเยียดความคิดอันทันสมัยสู่ชนบท. ทั้งที่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรจริงจังซะเลย น่ารังเกียจมั้ยหล่ะ).
 
แต่ความคิดนี้ก็หยุดชะงักลงเมื่อพี่นันบอกว่า. เห็นมั้ยการดำนาก็ถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ฝึกให้อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง ให้รู้จักนิ่งๆว่างๆบ้าง จริงซิ!!เทคโนโลยีที่สุดยอดนั่นคือ มนุษย์เนี่ยแหละ แต่มนุษย์ก็มักคิดว่าตัวเองสุดยอดที่คิด วางแผน สร้างสรรค์ จนสามารถค้นหาเทคโนโลยีทดแทน เพื่อประหยัดพลังงานตัวเอง เพื่อความสะดวกสบาย มิใช่ทำงานหนักเยี่ยงชนชั้นกรรมาชีพ. นั่นกลายเป็นว่าความสามารถของมนุษย์ก็ถูกลดทอน. เราใช้กำลังกายที่มีอยู่น้อยลงไป เราสัมผัสธรรมชาติน้อยลง. กิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็ลดน้อยลง การกินข้าวและสังสรรค์กลายเป็นกิจกรรมหลักของการพบปะเพื่อนฝูง. แต่อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ได้รู้จักเพื่อนๆ รู้จักตัวเอง และรู้จักสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆกัน นั่นคือการชวนกัน
 
"ไปปลูกข้าวกันเถอะ"

edit @ 19 Jun 2013 13:12:13 by MoTo Psy

ประสบการณ์ครั้งแรกที่ออกเดินทางคนเดียวในชีวิต...

 

การเดินทางครั้งนี้จุดมุ่งหมายไม่เชิงว่าเป็นสถานที่  แต่มันเป็นการเดินทางเข้าไปสู่จิตใจตัวเอง

ฉันเปิดใจยอมรับในความโง่และอ่อนแอของตัวเองเพื่อที่จะพัฒนาจิตใจไปให้ถูกทาง 

ดีใจที่กล้าพาตัวเองออกมา (หรือเรียกว่าเข้าไปดีหล่ะ) ขอบพระคุณป๋ากับแม่ที่สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้

 

19/01/2556

 

ฉันมาถึงที่นี่ตั้งแต่ 8 โมงเช้า  กระเป๋าตังค์และโทรศัพท์มือถือถูกยึดในตอนลงทะเบียนและรับกุญแจห้อง

รู้สึกว่า...เวลาผ่านไปกระดึ๊บๆ เท่าแรงหอยทาก ระหว่างนั้นก็กวาดลานรอบหอพักเพื่อฆ่าเวลาไป 

และคิดว่านี่ฉันเข้ามาอยู่ในที่ที่อยากมาจริงๆเหรอเนี่ย ทำไมก้าวขาไม่ค่อยออกเลย

 

คุณป้าพาร์ทเนอร์ร่วมงานกวาด ถามว่า "ลูกว่าที่นี่น่ากลัวมั้ย" ฉันตอบเพื่อปลอบป้าและปลอบตัวเอง

"ไม่หรอก...เงียบดี เค้าคงอยากให้อยู่กับตัวเอง" จริงๆก็แอบงง แอบกลัว และรู้สึกเหงาๆต่อสถานที่แห่งนี้

มันดูว่างมาก  และด้วยจำนวนคนที่มาในเวลานั้นนับหัวได้ไม่เกิน 30 หัว

 

สถานที่ที่ป้าถามว่าน่ากลัวมั้ย เพราะมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉันแอบไปสำรวจโลกกับเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

สถานที่โล่งๆ แซมด้วยตันไม้โปร่งๆ ลาดด้วยพื้นทรายและพื้นหญ้าเป็นหย่อมๆ มีศาลาปูน 3-4 ศาลา

มีแอ่งน้ำใหญ่ๆ ส่วนด้านหลังมีบ่อน้ำพุร้อนซ่อนอยู่ให้ไปตีโป่งเล่นได้เพลินๆ 

 

ส่วนหอพักเห็นจะเป็นภาพติดตามากที่สุด ห้องปูนแบบหยาบๆแค่ๆ ขนาดประมาณ

1.5ม.x3ม. มีหน้าต่าง1ช่อง ไม่มีมุ้งลวด เฟอร์นิเจอร์คือเตียงไม้กระดาน เสื่อ และหมอนไม้ แถมเครื่องนอนคือมุ้งขาดๆ และผ้าห่ม

ในห้องติดไฟแบบหลอดไส้ 1ดวง และตะเกียง...ฉันนับหนึ่ง สอง สาม และบอกตัวเองว่าต้องอยู่ที่นี่ให้ได้ครบ 8 คืน

ไหนๆ ก็อยากมาเองนี่นา

 

เสียงระฆังบอกเวลาอาหารกลางวัน ด้วยความหิว ฉันเหมือนหมาน้อยวิ่งคอเอียง ลิ้นห้อยไปตักอาหารทันที

อืมมเห็นคนมาสมัครเยอะขึ้นอีกเท่าตัว อยากน้อยก็ใจชื้นขึ้น  มีเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยกันพอประมาณ

 

พอรู้ว่าวันนี้จะไม่ได้กินข้าวเย็นจึงจัดอาหารไปฟูลออปชั่น ข้าว ขนม ผลไม้ กินเยอะจนเหือก!!จุกมาก

ตอนนั้นแรงโน้มถ่วงของโลกดึงหนังตาให้คล้อยจะปิดแล้ว  คงต้องทำอะไรสักอย่างละ คร๊อก!!

 

ระเบียบการเป็นอยู่ของที่นี่มีหลัก 3 ประการคือ

1. เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง

2. เป็นอยู่อย่างง่าย กระทำสิ่งที่ทำยาก

3.ใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อศึกษาและรอบรู้ธรรมชาติ

 

ถึงเวลาอาบน้ำในห้องน้ำรวม  เป็นหญิงไทยแท้จริงแสนลำบาก นุ่งผ้าถุงอาบน้ำแบบเวรี่ไทยมันไม่สะดวกเหมือนตอน

อาบรวมที่ญี่ปุ่น เหือก!นี่ฉันซึมซับเรื่องนี้มาโดยไม่รู้ตัวเหรอเนี่ย...ปรับโหมดเป็นหญิงไทยด่วน!!

 

หลังจากนั้นไม่นานระฆังเคาะเรียกให้ไปรวมที่ศาลาทรายเพื่อออเรียนเทชั่น  อากาศดีจนแอบเคลิ้มหลับ  ดีที่มียุงมาปลุก

เป็นระยะๆ จึงมีสติตื่นมาฟังหลวงพ่อพูดบ้าง  จากนั้นก็เป็นกิจกรรมเยี่ยมชมสถานที่ ที่ก่อนหน้านี้ฉันแอบไปมาหมดแล้ว

ตอนเย็นเป็นกิจกรรมดื่มโอวันตินแสนอร่อย ปล.อยู่ที่นี่ถูกงดเรื่องการพูด เพราะฉะนั้นการขยับปากคือการกินเท่านั้น

แต่ก็โอเคนะ อาหารอร่อยก็มีความสุขแล้ว

แด่พี่นะจ๊ะ

posted on 17 Jan 2013 09:43 by motopsy directory Diary, Idea
วันนี้นึกขึ้นได้ว่าลืมอะไรไปอย่าง...แต่ก็ยุ่งๆจนลืมไปทั้งๆที่เจอหน้ากันทุกวัน
วันนี้เพิ่งมานึกถึงครั้งแรกที่เจอพี่ เพราะมีเรื่องรีบร้อนจะรบกวนให้ช่วย
ฉันคิดว่าพี่เนี่ยแหละเหมาะที่สุดในตอนนั้น
แต่พี่ก็ดูท่าทางไม่เต็มใจที่จะช่วยแกล้งป่วย แกล้งตายเสมอๆ
จนฉันคิดว่าไม่รบกวนพี่ดีกว่ามั้ย??
แต่ก็พยายามฝืนกันต่อไป คิดว่าเริ่มต้นมันคงต้องเป็นแบบนี้แหละ

และแล้วเราก็เริ่มต้นเดินทางกัน...แต่ดูพี่ก็ไม่ค่อยพร้อมเหมือนจะมีปัญหาอะไร
ระหว่างการเดินทางพี่ก็ป่วยกระเซาะกระแซะบ้างแต่พี่ก็สู้!!

พี่พาฉันไปถึงจุดมุ่งหมายตามความฝันที่ฉันอยากทำ
พี่ทำให้ฉันได้อยู่กับตัวเอง รู้จักตัวเองดีขึ้น พี่สอนบทเรียนให้ฉันหลายอย่าง
และพี่ก็อยู่เคียงข้างกันมาตลอด ไม่ว่าฉันจะเหนื่อย ท้อแท้ หรือว่ามีความสุข สนุกสนาน
พี่ก็เป็นหลักให้ฉันยึดตลอดมา

ฉันรู้ว่าถึงแม้ข้างนอกพี่จะดูอ่อนแอ แต่จริงๆแล้วพี่เข้มแข็ง อดทน และเต็มที่ในพลังของตัวเองมาก
พี่ทำงานหนักเกินกำลัง แต่พี่ยังคงรับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจเสมอมา

ฉันอยากขอบพระคุณพี่ดังๆสุดเสียงที่พี่ดูแลและทำเพื่อฉันมาโดยตลอด
...ฉันภูมิใจในตัวพี่ที่สุดเลย รักพี่นะ สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังจ่ะ

ปล.พี่นำลิ่ว เหมือนชื่อพี่เลย "ลิ่วล้อ" Fuji Absolute S (27/12/2011)
ปล.2 ฉันจะเลี้ยงพี่ด้วยลำแข้งแบบนี้ต่อไปนะ...สนุกดี